แหล่งท่องเที่ยว / สิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมือง

ตึกนกนางแอ่น

        อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในทางภาคใต้ ห่างจากกรุงเทพมหานคร เป็นระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร มีพื้นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย ลักษณะภูมิประเทศของปากพนัง เป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำท่วมขัง เป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบุรณ์ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วย แมลง มด จำนวนมาก เป้นแหล่งกำเนิดสภาวะแวดล้อมที่ดีและเอื้อต่อองค์ประกอบการตั้งถิ่นฐานของนกในเขตเมือง

        นกแอ่นกินรังที่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอปากพนัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 ที่อาคารตึก 3 ชั้นเป็นหลังแรก โดยเริ่มแรกมีนกบินเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณชั้น 3 ของตึก เจ้าของบ้านได้แบ่งพื้นที่ให้ยกอาศัย และย้ายลงไปพักบริเวณชั้น 2 และทำการค้าบริเวณชั้น 1 ประมาณ 50 ปี ต่มาประชากรนกได้ขยายพื้นที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการลงทุนสร้างดชเรือนนกเพื่อรองรับการขยายตัวของนกกันอย่างแพร่หลาย

        การออกแบบอาคารที่จะดึงดูดให้นกเข้ามาทำรังในอาคาร นอกจากการเลือกปัจจัยทำเลที่ตั้งแล้ว ยังมีการควบคุมอุณหภูมิความชื่น แสง และเสียงที่เหมาะสมกับนก ผนังชั้น 2 ชั้น ชั้นในหล่อเป็นตัวน้ำ หลังคาเป็นสองชั้นเพื่อลดอุณหภูมิ

        ขณะนี้อาคารเรือนนกจำนวนมากกว่า 70-80 หลัง เรือนนกในรูปแบบอาคารตึกสูงไม่เกิน 6-7 ชั้น ค่าลงทุนสร้างอาคารเรือนนก ความสูง 7 ชั้น ไม่เกิน 23 เมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 5-10 ล้านบาทต่ออาคาร




หลวงพ่อผุด วัดนันทาราม

       เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง เป็นพระคู่บ้านคู่เมือวอีกองค์ ที่เคารพสักการะของชาวปากพนัวและแขกผู้มาเยือน ตำนานหลวงพ่อผุดมาจาก คำบอกเล่าบุรพชนผู้เฒ่าผุ้แก่อีกต่อหนึ่ง วัดเกิดเหตุตรงกับวันจันทร์เดือน 8 แรม 13 ค่ำ ปีมะเมีย ตรงกับ พ.ศ. 2404 ในคืนนั้น เวลาราวเที่ยงคืน ฝนตกหนักฟ้าคะนองทันใดนั้นอัสนีบาต ผ่าเปรี้ยงลงที่ต้นทองหลาง ใกล้วิหาร เกิดไฟลุกโชติช่วงต้นทางหลางกิ่งก้านหักโค่น ลงมาอยู่ที่โคนต้น สักพักไฟที่ต้นทองหลางก็มอดลงพระทุกรูปที่รวมกันอยู่บนกุฏิไม่มีใครกล้าลงไปดู

       รุ่งเช้าทุกคนต่างก็มุ่งไปดูที่เกิดเหตุ คงเห็นรอยไหม้ดำๆ ด่างๆ บนกิ่งทองหลางที่หักโค่นลงมา จึงให้ศิษย์นำเครื่องมือมาช่วยกันฟัน กิ่งทองหลางทิ้งคลอง บังเอิญำนายทองใส (ชาวบ้าน) เดินไปสดุด สิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นผุดขึ้นมา ประมาณองคุลีกว่าๆ ก้มเห็นเกศพระพุทธรูป ท่านสมภารสั่งว่าให้รอการขุดไว้ก่อนแล้วสั่งให้ไปตามคฤหัสถ์อันเป็นผุ้ใหญ่ที่นับถือ เพื่อขอปรึกษาเรื่องนี้ด้วย คือ สี่จัน(ต้นตระกูลจันทพันธุ์) นายไชยทอง หมื่นราชสมโพธิ์ ก็เข้ามาตรวจพระพุทธรูปและกราบไหว้ด้วย เบญจางคประดิษฐ์ ต่างชมว่าพระพุทธรูปมีลักษณะงามอย่างยิ่งทุกๆ ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินไม่มีชำรุดเสียเลย จึงได้รายงานต่อเจ้าหน้ากรมศาสนา

       ปัจจุบัน "องค์หลวงพ่อผุด" ประดิษฐาน ณ วัดนันทาราม (วัดใต้ฝั่งตะวันออก) ถนนชายน้ำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช


หลวงพ่อโอภาสี

       หลวงพ่อโอภาสี มีนามเดิมว่า ชวน เกิดที่บ้านเลขที่ 394 ซอยพิศาล ถนนชายน้ำ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เมือ พ.ศ. 2441 เป็นบุตรคนโตของพ่อมิตร และแม่ล้วน มลิพันธ์ ในจำนวนพี่น้อง 8 คน เมืออายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ไปฝากไว้กับพระครูนนท์จรรยาวัตต์ (พระอธิการช่วย) เจ้าอาวาสวัดนันทาราม (วัดใต้ฝั่งตะวันออก) อ.ปากพนัง และต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณร เดินทางมาศึกษาต่อที่วัดท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กับพระรัตนธัชมุนี (ท่านเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์) และจากนั้นก็ได่มาพำนักที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ศึกษาจนสอบได้นักธรรมเอกและเปรียญ 8 ประโยค จนรอบรู้แตกฉานในพระปริวัติธรรม ภาษาบาลี สันสกฤต และมคธ ภาษาอัวกฤษ ภาษาฮินดู อย่างไม่น่าเชื่อ

       ท่านมหาชวนเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง เทศน์เก่ง มีความจำเป็นเยี่ยม เป็นครูสอนภาษาบาลีอย่างดียิ่ง และมีความขยันหมั่นเพียรเป็นเลิศ เมื่อสอบได้ 8 ประโยคแล้วท่านได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ ปิดประตูอยู่ในกุฏิด้วยความสงบเงียบ เมื่อยามค่ำคืนดึกดื่น ท่านมหาชวนจะออกจากกุฏิมุ่งไปยังโคนต้นไม้ นั่งสมถกรรมฐาน จนไก่ขันใกล้รุ่งจึงกลับขึ้นกุฏิปิดประตูเงียบตามเดิม และปฏิบัติอย่างนี้ เป็นเวลาช้านาน จนวันหนึ่งท่านประกาศแก่ผู้คนทั้งหลายว่า

       "ท่านมหาชวนได้ตายไปแล้ว บัดนี้เหลือแต่โอภาสี ผู้ไม่ปรารถนาจะศึกษาพระอภิธรรมเท่านั้น แต่ยังมีความปราถนาในความหมดสิ้นจากอาสวะทั้งปวงอีกด้วย"

       




แม่น้ำปากพนัง

       แม่น้ำปากพนังต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาบรรทัด ในเขตอำเภอวังอ่าง อำเภอชะอวด ไหลผ่านอำเภอเชียรใหญ่ อ.ปากพนัง ลงสุ่อ่าวไทย บริเวณอ่าวปากพนัง แหลมตะลุมพุก มีความยาวประมาณ 25 กิโลเมตร

      อดีตลุ่มน้ำปากพนัง มีความอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ ซึ่งเปรียบเสมือนอู่ข้าว อู่น้ำ ของเมืองนครศรีธรรมราช และยังมีความสำคัญทางด้านพาณิชกรรม ซึ่งเป็นเส้นทางในการลำเลียงสินค้าออกสู่ทะเลเพื่อติดต่อกับเมืองอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ ดังบันทึก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2448 พระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) เสด็จปากพนัง ได้ทรงบันทึกว่า

"บรรดาเมืองท่าในแหลมมาลายูฝั่งตะวันออก เห็นจะไม่มีเมืองใดดีกว่าปากพนัง"

       ย้อนอดีตขึ้นไปสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏ ชื่อ "เมืองพนัง" ในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช

อีกทั้งยังมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย และอื่นๆ จมอยู่ใต้ทะเลฝั่งปากพนังเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีเงินตราที่ผลิตขึ้นใช้เอง เรียกว่า "อีแปะปากพนัง" และยังมีห้างอี๊สต์เอเชียติ๊กของเดนมาร์กเข้าไปตั้งเอเยนต์ค้าขายอีกด้วย สินค้าสำคัญคือ ข้าว ส่งขายต่างประเทศ

      ปัจจุบันคงเหลือร่องรอยของปล่องโรงสีไฟเก่าเรียงรายไปตามลำน้ำ ซึ่งถือว่า แม่น้ำปากพนัง ยังคงมีสภาพที่สวยงามตามธรรมชาติ และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าล่องเรือเที่ยวชม




ล่องเรือแม่น้ำปากพนัง

      ดังนั้นธุรกิจการ "ล่องเรือชมแม่น้ำปากพนัง" จึ ได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวที่มีดอกาศได้สัมผัสแม่น้ำสายประวัติศาสตร์แห่งนี้ เพราะความสวยงามยังคงเป็นธรรมชาติ และสถานที่ประวัติสาสตร์ในอดีตยังคงมีความงดงามสองฝั่งริมน้ำ ชมวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำปากพนัง ชมคอนโดนกนางแอ่น ชมประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ชมปลายแหลมตะลุมพุก ปากน้ำปากพญา ปากน้ำปากนคร สะดือทะเล และป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์

*** ติดต่อข้อมูลและเช่าเรือได้ที่
     สำนักงานเทศบาลเมืองปากพนัง โทรศัพท์ 0-7551-7266 , 0-7551-7630 , 0-7551-7058 โทรสาร 0-7551-7313

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

     โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสสิทธิ

     สถานที่ตั้ง   บ้านบางปี้ ต.หูล่อง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มีช่องระบายน้ำ 10 ช่อง ขนาดกว้างช่องละ 20 เมตร สามารถระบายน้ำได้ 1,430 ลูกบาศก์เมตร / วินาที


ตำหนักประทับแรม



     ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความกตัญญูรู้คุณแห่งแผ่นดินถิ่นกำเนิด ชาวนครศรีธรรมราชและชาวลุ่มน้ำปากพนัง ได้ดำริร่วมกันที่จะถวายความจงรักภักดี และแสดงซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระบาทสมบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเชิญชวนพี่น้องชาวลุ่มน้ำปากพนังรวมทั้งผู้ที่มีจิตศรัทธาทั่วไปร่วมกัน
     "สร้างพระตำหนักประทับแรมเฉลิมพระเกียรติ หรือ สร้างบ้านให้พ่อ" ขึ้นที่บริเวณหัวงานประตูระบายน้ำฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพระตำหนักแห่งแรก ที่จัดสร้างโดยพระสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ

แจกันที่สูงที่สุดในโลก

     ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ได้กล่าวว่า ปล่องท่อโรงสีของลุ่มน้ำปากพนังที่เรียงรายเปรียบเสมือน "แจกันที่สูงที่สุดในโลก"
     หลายคนคงจะสงสัยว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแจกันก็คงจะขนาดสูงไม่เกิน 2 -3 เมตร ที่เห็นกันในงานต่างๆ แต่ในลุ่มน้ำปากพนังไมใช่แจกันทั่วไป แต่เป็นท่อหรือปล่องโรงสีข้าวที่ทิ้งร้างจนมีนกนำเมล็ดพันธ์พืช ต้นโพธิ์ ต้นไทร ฯลฯ มาทิ้งบน ท่อโรงสีข้าวที่ผุ ไม่ได้ใช้นาน จนกลายเป็นดินปุ๋ย ทำให้เมล้ดพืชเจริญงอกงามกลายเป็นต้นไม้ มีดอกไม้ขึ้นบนปล่องโรงสีข้าว ดูเหมือนแจกัน ท่อโรงสีข้าวเป็นแจกันที่บอกว่าสูงที่สุดในโลก หรือเหมือนแจกันที่สูงมีไม้ประดับบนยอดอยู่นิดหนึ่ง
     ที่กล่าวมาเป็นม่อโรงสีข้าว ที่ยังคงอนุรักษ์เหลืออยู่ในปัจจุบันไม่กี่ท่อ เป็นเรื่องราวในอดีต ของความเจริญรุ่งเรืองของชาวลุ่มน้ำปากพนัง ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ที่สำคัญที่สุดของภาคใต้ นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โรงสีข้าวเริ่มหยุดกิจการตั้งแต่ พ.ศ. 2505 - 2508 สาเหตุจากข้าวเปลือกที่รับซื้อลดน้อยลง และมีโรงสีอยู่หลาบโรงเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ (เกิดวาตภัย) เหลือไว้แต่ความทรงจำของความเจริญรุ่งเรืองเป็นประวัติศาสตร์ของลุ่มน้ำปากพนัง แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่ดีกินดี เช่นอดีตที่ผ่านมา แจกันที่สูงที่สุดในโลก เราต้องอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน เล่าตำนานและเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองปากพนังของเราตลอดไป



สะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง (สะพานเชื่อมสองแผ่นดิน)

     ภาภเด็กนักเรียน ข้าราชการ และประชาชนคนปากพนัง ที่อาศัยสองฝั่งแม่น้ำต้องสัญจรเสี่ยงภัยข้ามฟากกันด้วยเรือเล้ก เรือพาย เรือแจว เรือหางยาว ทุลักทุเล ท่าเรือไม่ได้มาตรฐาน ภาพนี้ติดตราตรึงใจ คุณวิชัย สวัสีนฤนาท นายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง ในสมัยนั้น ดังนั้นปี พ.ศ. 2521 ได้ริเริ่มดำเนินงานเรื่องการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง ด้วยความคิดเพียงว่ามีสะพานทุกอย่างก็สบาย แต่เรื่องนี้กลับไม่ใช้ง่ายดั่งคิด อุปสรรคนั้นมีมากมาย ถ้าภอยหรือท้อแท้ด้วยอุปสรรค ที่โถมทับ ไหนเลยคนปากพนัง จะได้สบาย ดังเช่นวันนี้
     และประกอบกับเทศบาลได้รับคำร้องเรียน จากประชนชาวอำเภอปากพนัง ว่าหากเกิดภัยธรรมชาติ เช่น วาตภัย อุทกภัย และอัคคีภัย เทศบาลจะช่วยเหลือราษฎร์ทั้งอำเภออย่างไร เทศบาลได้พิจารณาเห็นว่าอำเภอปากพนังตั้งอยู่บนแหลม มีแม่น้ำปากพนังกั้นอยู่ แม่น้ำปากพนังมีความกว้างถึง 210 เมตร หากเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนที่อยู่แหลมไม่สามารถที่จะหนีภัยข้ามไปยัง ปากพนังฝั่งตะวันตกได้ ทั้งนี้เพราะอำเภอปากพนัง ยังขาดสะพานเชื่อมต่อระหว่างปากพนังฝั่งตะวันออกและปากพนังฝั่งตะวันตก เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นประชาชนชาวอำเภอปากพนัง เปรียบเสมือนอยู่บนเกาะ ไม่สามารถหลีกหนีภัยดังเช่น 25 ตุลาคม 2505 ได้ เกิดวาตภัยขึ้น ประชาชนได้ล้มหายตายจากไป 3 - 4 พันคน



หน้าหลัก


สำนักงานเทศบาลเมืองปากพนัง    ถ.ประชาวัฒนา    อ.ปากพนัง  
จ.นครศรีธรรมราช   80140    โทรศัพท์  075517266 / 075517630 / e-mail royim65@hotmail.com
พัฒนาโดย : กองวิชาการและแผนงาน อาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชั้น 3   สำนักงานเทศเมืองปากพนัง