ประเพณี::::::  ลากพระ  ::::




      งานลากพระเป็นงานของชาวบ้านที่ร่วมกันจัดด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนา ถือเป็นงานบุญและให้ความบันเทิงแก่ผู้ร่วมงานทุกคนจนกลายเป็นประเพณีที่กระทำติตด่อกันมาทุกปี โดยถือเอาเทศกาลออกพรรษาเป็นวันจัดงานดังกล่าว

       งานลากพระของเมืองปากพนังมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฎ แต่เชื่อได้ว่าสืบทอดประเพณีมาจากเมืองปากพนัง ซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่า ในปีพุทธศักราช 1272 นั้น ได้มีการลากพระอยุ่แล้วในเมืองนครศรีธรรมราช

      ในสมัยเมือประมาณ 30 ปีเศษ ที่ผ่านมา งานลากพระของเมืองปากพนังมิได้เป็นเช่นในอย่างปัจจุบัน กล่าวคือ ในสมัยนั้นการลากพระของวัดในบริเวณเขตเทศบาลจะกระทำกันในแม่น้ำปากพนัง จะเริ่มด้วยการ "คาดเรื่อพระ" หมายถึง นำเรื่อมาเทียบเคียงกันเข้า 2 ลำ หรือ 3 ลำบ้าง แล้วยึดเรือโยงกันให้แข็งแรงจนแยกออกจากกันไม่ได้ แล้วสร้างเป็นบุษบก ซึ่งเรียกว่า "นมพระ" (นม คือ พนม) ตกแต่งแข่งขันกันเพื่อความสวยงามแล้วอัญเชิญ "พระลาก" (พระพุทธรูป) ลงประดิษฐานบนบุษบก กลางลำเรือ พอถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ก็ใช้เรือแจว เรือพาย หลายๆ ลำ มาช่วยกันลากเรือพระ ในเวลาที่หลักจากพระฉันเช้าแล้ว จะไปร่วมประชุมกันบริเวณ "บ้านบางนาว" แล้วถวายภัตตาหารเพลแก่สงฆ์ที่ไปเรือพระ แล้วร่วมรับประทานอาหารในเรือซึ่งต่างคนต่างก็เตรียมกันไป พอตกบ่ายต่งก็ช่วยกันลากพระกลับมาจอดเทียบไว้หน้าวัด

    วันรุ่งขึ้น เป็นวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 วันนี้ต้องลากพระไปทางปากแม่น้ำหลังจากพระฉันเช้าแล้ว และช่วงนี้น้ำในแม่น้ำปากพนังยังคงไหลลง การลากเรือพระจึงเป็นการลากตามน้ำและไปทอดสมออยู่ในอ่าว ในวันนี้จะมีเรือแจวและเรือพายเป็นจำนวนมากที่ต่างก็มุ่งมาเพื่อจะร่วมกัน "ซัดหลุด" (คือการขุดเอาขี้โคลน บริเวณปากอ่าวแม่น้ำใส่เรือแล้วไล่ปากัน) เป็นการละเล่นที่ต่างเห็นว่าสนุกสนานจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม จะซัดหลุดเข้าหากันเหมือนเป็นการทักทายซึ่งกันและกัน พอใกล้เที่ยงพระจะฉันเพลในเรือพระ ช่วงนี้น้ำจะเริ่มไหลขึ้น พอตกบ่ายน้ำจะเริ่มไหลขึ้น พอจชตกบ่ายชาวบ้านก็จะลากจูงเรือพระกลับวัด เมือถึงวัดก็ช่วยกันเชิญพระลากแแล้วรื้อเครื่องประกอบเรือพระขึ้นเก็บไว้เพื่อใช้งานในปีต่อไป




ประเพณี::::::  สาร์ทเดือนสิบ  ::::


ความสำคัญ

       เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนำอาหารไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วง ลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที

พิธีกรรม

พิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดังนี้

๑. การจัดหฺมฺรับ เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่ำ ชาวบ้านจะเตรียมซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใส่หฺมฺรับการจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือนสิบ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ

ขนมแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้

ขนมลา เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ให้บรรพบุรุษใช้นุ่งห่ม
ขนมพอง เป็นเสมือนแพที่ให้บรรพบุรุษข้ามห้วงมหรรณพ
ขนมกง เป็นเสมือนเครื่องประดับ ใช้ตกแต่งร่างกาย
ขนมบ้า เป็นเสมือนเมล็ดสะบ้า ไว้เล่นในวันตรุษสงกรานต์
ขนมดีซำ เป็นเสมือนเงินตรา ไว้ให้ใช้สอย



๒. การยกหฺมฺรับ ในวันแรม ๑๔ หรือ๑๕ค่ำชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัดและนำภัตตาหารไปถวายพระด้วยโดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป

๓. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุล เมื่อนำหมฺรับไปวัดแล้วจะมีการฉลองหฺมฺรับและทำบุญเลี้ยงพระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุลการทำบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก

๔. การตั้งเปรต เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านจะนำขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกำแพงวัด โคนไม้ใหญ่ เรียกว่า ตั้งเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทำบุญให้ การชิงเปรตจะทำตอนตั้งเปรตเสร็จแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าหากใครได้กินของเหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะได้รับกุศลเป็นสิริมงคลแก่ตนเองบางวัดนิยมสร้างหลาเปรต เพื่อสะดวกแก่การตั้งเปรต บางวัดสร้างหลาเปรตไว้บนเสาสูงเพียงเสาเดียว เกลาและชะโลมน้ำมันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผู้ชนะคือผู้ที่สามารถปีนไปถึงหลาเปรตซึ่งต้องใช้ความ พยายามอย่างมาก จึงสนุกสนานและตื่นเต้น

สาระ

ประเพณีสารทเดือนสิบมีสาระสำคัญหลายประการ ดังนี้

๑. เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ได้อบรมเลี้ยงดูลูกหลาน เพื่อตอบแทนบุญคุณ ลูกหลานจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
๒. เป็นโอกาสได้รวมญาติที่อยู่ห่างไกล ได้พบปะทำบุญร่วมกันสร้างความรักใคร่สนิทสนมในหมู่ญาติ
๓. เป็นการทำบุญในโอกาสที่ได้รับผลผลิตทางการเกษตรที่เริ่มออกผลเพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
๔. ฤดูฝนในภาคใต้จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนสิบ พระภิกษุสงฆ์บิณฑบาตยากลำบาก ชาวบ้านจึงจัดเสบียงอาหารนำไปถวายพระในรูปของหฺมฺรับ ให้ทางวัดได้เก็บรักษาเป็นเสบียงสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในฤดูฝน



ประเพณี::::::  สงกรานต์  ::::



      สงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวต่างประเทศเรียกว่า "สงครามน้ำ"

      ตามหลักแล้วเทศกาลสงกรานต์ถูกกำหนดตามการคำนวณโดยหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ โดยวันแรกของเทศกาลซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษ (ย้ายจากราศีมีนไปราศีเมษ) เรียกว่า "วันมหาสงกรานต์" วันถัดมาเรียกว่า "วันเนา" และวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชและเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก" จากหลักการข้างต้นนี้ ทำให้ปัจจุบันเทศกาลสงกรานต์มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน (ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน) อย่างไรก็ตาม ปฏิทินไทยในขณะนี้กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ

      สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี

      พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ

      การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ





หน้าหลัก


สำนักงานเทศบาลเมืองปากพนัง    ถ.ประชาวัฒนา    อ.ปากพนัง  
จ.นครศรีธรรมราช   80140    โทรศัพท์  075517266 / 075517630 / e-mail royim65@hotmail.com
พัฒนาโดย : กองวิชาการและแผนงาน อาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชั้น 3   สำนักงานเทศเมืองปากพนัง