ประวัติเมืองปากพนัง


คำขวัญ


รังนกเลื่องชื่อ        ร่ำลือขนมลา
โอชาไข่ปลากระบอก     ส่งออกกุ้งกุลา
ออกพรรษาไหว้พระลาก       นิยมมากแข่งเรือเพรียว


      สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้จัดการปกครองท้องที่ให้มีมณฑลเทศาภิบาล ใร ร.ศ. 114 อำเภอปากพนัง มีชื่อว่า "อำเถอเบี้ยซัด" หมายความว่าที่ซึ่งคลื่นซัดเออาเปลือกหอย หรือเบี้ยหอยจากท้องทะเลขึ้นตรงนี้นั้น เบี้ยในสมัยโบราณใช้เงินตรา คือ สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่เบี้ยที่ซัดขึ้นมาจากท้องทะเลเป็นเปลือกหอยชนิดหนึ่งที่มีความทนทานและสวยงาม ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก ผู้คนจึงนำไปใช้เป็นเงินตราได้มากขึ้น ที่เรียกว่า "ที่เบี้ยซัด" จึเรียกตามนามมอำเภอว่า "อำเภอเบี้ยซัด"
      อำเภอปากพนัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดนครศรีธรรมราชห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 36 กิโลเมตร เป็นอำเภอที่มีพืนที่ติดต่ออำเภอหัวไทรและอำเภอเชียรใหญ่ ทิศตะวันตกติดต่ออำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และมีพื้นที่ติดต่อกับอ่าวปากพนัง
      อำเภอปากพนังมีเนื้อที่ประมาณ 459.631 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 287,443.75 ไร่ มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มไม่มีภูเขาหรือเนินสูงมีลำน้ำสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำปากพนัง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากภูเขาหลวงที่อยู่ติดเป็นแนวเดียวกัน กับเทือกเขาบรรทัด สำหรับการคมนาคมทางบก ถนนสายสำคัญ ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 4015
      อำเภอปากพนัง มีประชากรทั้งสิ้น 107,631 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำสวนต่างๆ (สวนส้มโอพันธุ์แสงวิมาน ของหมู่ที่ 13 ตำบลคลองน้อย) การประมงทั้งประมงทะเล ประมงชายฝั่งขนาดเล็ก หารประมงน้ำจืด และการเพาะเลี้ยงกุ้ง
      การปกครอง     แบ่งออกเป็น 1 เทศบาลเมือง 16 องค์การบริหารส่วนตำบล 16 ตำบล 142 หมู่บ้าน

      เมืองปากพนัง เป็นหัวเมืองของเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยเหตุผลของทำเลที่ตั้งเหมาะสมในการเป็นเมืองท่า เอื้ออำนวย ต่อการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่ม เหมาะสมแก่การทำนาข้าว อำเภอปากพนังเดิมมีชื่อเรียกว่า "อำเภอเบี้ยซัด" ตั้งขึ้นโดยการรวมแขวงหรือหัวเมือง 4 แห่ง คือเมืองพนัง เมืองพิเชียรที่เบี้ยซัด ที่ตรง ตั้งเป็นอำเภอ เมื่อ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) ต่อมาเปลี่ยนชื่อจากอำเภอเบี้ยซัด มาเป็นชื่ออำเภอปากพนัง เมือวันที่ 5 มีนาคม 2445


      เมืองปากพนังเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต เพราะสภาพภูมิศาสตร์และท้องถิ่นอำเภอปากพนังเป็นจุดรวมอำเภอใกล้เคียงถือเป็นแหล่งรวมในการขนส่งสินค้าทางเรือ การประมง มีเรือเดินทะเลรับ - ส่งคนโดยสารจากปากพนังไปต่างประเทศถึงรัฐตรังกานู เรือเดินทะเลค้าขายระหว่างปากพนัง  กับกรุงเทพฯ สินค้าจากอำเภอใกล้เคียงที่จะส่งไปต่างประเทศหรือกรุงเทพ จะต้องผ่านปากพนังทั้งสิ้น


      ดังปรากฏตามพระราชหัตเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จประพาสปากพนัง เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 2448 ตอนหนึ่งความว่า "อำเภอปากพนังนี้ได้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงฝั่งรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้นผิดไปเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งมีถึงเพียงนี้" และอีกตอนหนึ่งความว่า "เมื่อจะคิดว่าตำบลนี้มีราคาอย่างไรเทียบกับเมืองสงขลาเงินผลประโยชน์แต่อำเภอเดียวนี้น้อยกว่าเมืองสงขลาอยู่ 20,000 บาทเท่านั้น บรรดาเมืองท่าในแหลมมาลายูฝั่งตะวันออกเห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง"

      สภาพตัวเมืองปากพนังเป็นเมืองที่มีความเจริญเติบโตในด้านเศรษฐกิจพอสมควร และประชากรอยู่อย่างหนาแน่นเหมาะสม กับรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบ "เทศบาล" จึงยกฐานะบางส่วนของตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก ตำบลบางพระ ตำบลหูล่อง ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามหลักเขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ขึ้นเป็นเทศบาลเมือง มีนามว่า "เทศบาลเมืองปากพนัง" ตามพระราชกฤษฎีกาการจัดการจัดตั้งเทศบาลปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรรมราช เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2480 โดยอาศัยอำอาจตามความมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 ซึ่งสำนักงานเทศบาลเดิมได้อาศัยสโมสรทางราชการของอำเภอปากพนัง ถนนชายน้ำ เป็นสถานที่ทำงาน


      ในปี พ.ศ. 2481 เทศบาลได้จัดซื้อที่ดินพร้อมอาคารจากหลวงประคองคดี แล้วจึงได้ย้ายสำนักงานจากสโมสรมาอยู่ที่ถนนประชาวัฒนา มีพื้นที่ 7 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา แต่อาคารเป็นเรือนไม้เก่าแก่แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2510 คณะเทศมนตรีเห็นว่าเพื่อความเป็นศรีสง่าในฐานะเป็นเทศบาลเมืองควรจะได้มีอาคารสำนักงานเป็นตึก 2 ชั้น พร้อมหอประชุมโดยขอกู้จาก ก.ส.ท จำนวน 1,200,000 บาท ซึ่งเมื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่พร้อมกับหอประชุมเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 1396100 บาท ได้เปิดอาคารใหม่ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2514


      สำหรับพื้นที่เดิมเทศบาลเมืองปากพนัง 2.68 ตารางกิโลเมตร ต่อมาได้ขยายเทศบาลเป็นพื้นที่ 7.35 ตารางกิโลเมตร ตามพระราชบัญญัติกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลเมืองปากพนัง เมื่อ พ.ศ. 2536 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 110 ตอนที่ 228 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2536


      และเนื่องจากอำเภอปากพนัง เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่บริเวณทะเลอ่าวไทย มีลมพัดผ่านเป็นประจำ ทำให้อากาศไม่ร้อนจัดและหนาวจัด อุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดปี 28 องศาเซลเซียส และสามารถแบ่งฤดูกาลออกเป็น 2 ฤด คือ ฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคม


      อาชีพส่วนใหญ่คือการทำนา ทำเรือประมง ทำนากุ้งและอื่นๆ โดยเฉพาะเรือประมงนั้น ปากพนังมีมากที่สุดในบรรดาหัวเมืองชายฝั่งทะเลด้วยกัน มีโรงงานอุตสาหกรรมแช่แข็งสัตว์น้ำขนาดใหญ่ สะพานปลาและกุ้งกุลาดำ ทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องไปอย่างมากมาย


      อดีตนั้นลุ่มน้ำปากพนังมีความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ ซึ่งเปรียบเสมือนอู่ข้าว อู่น้ำของเมืองนครศรีธรรมราช และยิ่งไปกว่านั้นปากพนังเป็นเมืองท่าของจังหวัดนครศรีธรรมราชและมีท่าจอดเรือ มีเรือต่างประเทศเข้ามาค้าขาย เมืองปากพนังถือได้ว่าเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าออกสู่ทะเลเพื่อติดต่อกับเมืองอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ

      ปัจจุบันแม่น้ำปากพนังยังคงมีสภาพสวยงามตามธรรมชาติและมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าล่องเรือเที่ยวชม แม่น้ำปากพนัง ซึ่งสังเกตได้ว่า ทั้งสองฝั่งแม่น้ำปากพนัง ประกอบไปด้วยตึกสูง ลักษณะคล้ายคอนโดมิเนียม ตึกสูงเหล่านี้ไม่มีคนพักอาศัย เพราะว่านายทุนคนไทยและชาวต่างชาติก่อสร้างไว้ให้นกนางแอ่นเข้าไปทำรัง เพื่อเก็บรังนกไปขาย ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าตึกเหล่านี้ถูกสร้างออกแบบผิดแผกไปจากตึกธรรมดาทั่วไป คือมีช่องขนาดเล็กรอบตึก สำหรับนกลอดเข้าออกได้ และมีบานหน้าต่างแต่ละชั้น เพื่อระบายอากาศ จากเดิมมีบ้านนกนางแอ่นประมาณ 30 หลัง ตอนนี้ได้มีนักลงทุนหลายรายให้ความสนใจเข้ากว้านซื้อที่ดินในอำเภอปากพนังตามเส้นทางที่นกบินผ่าน เพื่อสร้างรังนกนางแอ่น และกำลังก่อสร้างอีกกว่า 10 หลัง ส่วนเรื่องตลาดรองรับมีทั้งในและต่างประเทศ





หน้าหลัก


สำนักงานเทศบาลเมืองปากพนัง    ถ.ประชาวัฒนา    อ.ปากพนัง  
จ.นครศรีธรรมราช   80140    โทรศัพท์  075517266 / 075517630 / e-mail pm-paknang@hotmail.co.th
พัฒนาโดย : กองวิชาการและแผนงาน อาคารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชั้น 3   สำนักงานเทศเมืองปากพนัง